ธนาคารกลางสหรัฐฯ เปิดเผยกฎเกณฑ์เหรียญสเถียรด้านเงินสำรองและเงินทุน
#สเตเบิลคอยน์#GENIUS Act#กำกับดูแลคริปโต#Federal Reserve#เงินสำรอง

เกิดอะไรขึ้น?
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) เปิดรับฟังความคิดเห็นกฎข้อเสนอ 2 ฉบับเมื่อวันพฤหัสบดี ภายใต้กฎหมาย GENIUS Act ซึ่งประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 เพื่อวางกรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ระดับรัฐบาลกลางเป็นครั้งแรก
- ข้อเสนอแรก: ผู้ออก payment stablecoin ที่อยู่ใต้การกำกับของ Board ต้องถือสำรองเต็มจำนวนในสินทรัพย์ที่กฎหมายอนุญาต เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น และสินทรัพย์สภาพคล่องสูงอื่นๆ พร้อมกำหนดมาตรฐานเงินกองทุน มาตรฐานการจัดการความเสี่ยง และกติกาสำหรับผู้ดูแลเก็บรักษาสินทรัพย์ค้ำประกัน
- ข้อเสนอที่สอง: เปิดช่องทางยื่นขออนุมัติแบบเฉพาะสำหรับธนาคารที่อยู่ใต้การกำกับของ Board ที่ต้องการออกสเตเบิลคอยน์ โดยต้องส่งแผนธุรกิจและข้อมูลการเงิน พร้อมระเบียบการอุทธรณ์และการไต่สวน
ช่วงรับความคิดเห็นปิดลง 60 วันหลังตีพิมพ์ใน Federal Register
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?
สเตเบิลคอยน์คือโทเคนบนบล็อกเชนที่ออกแบบให้ราคาเกาะกับสินทรัพย์อ้างอิง ส่วนใหญ่คือดอลลาร์สหรัฐฯ โดยผู้ออกต้องมีทุนสำรองรองรับเพื่อให้แลกคืนได้ตามมูลค่าหน้า ปัจจุบันมันกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของวงการคริปโต ทั้งใช้ย้ายเงินระหว่างเอ็กซ์เชนจ์ ชำระราคาเทรด โอนเงินข้ามพรมแดน และเก็บเงินโดยไม่ต้องแปลงกลับเป็นเงินสด
ปัญหาคือ ถ้าผู้ออกรายใดมีสำรองไม่ครบหรือถือสินทรัพย์เสี่ยงสูง โทเคนอาจหลุด peg และสร้างความเสียหายต่อผู้ถือจำนวนมาก — เคสเช่นนี้เกิดขึ้นจริงมาแล้วในวงการ กฎของเฟดจึงมุ่งบังคับให้ "สำรองเต็มร้อย" กับสินทรัพย์ปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าโทเคนรักษามูลค่าและแลกคืนได้จริง
เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นอย่างไร?
ครั้งนี้เป็นส่วนของเฟดในภาพใหญ่ที่หลายหน่วยงานกำลังรื้อระบบพร้อมกัน:
- OCC (สำนักงานผู้ควบคุมเงินตรา) เร่งปิดกฎสเตเบิลคอยน์ของตัวเองภายในเดือนพฤศจิกายน ก่อนกำหนดตามกฎหมายในเดือนมกราคม
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เสนอกฎแยกต่างหากที่จะห้ามแพลตฟอร์มขายสเตเบิลคอยน์ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎให้ลูกค้าในสหรัฐฯ
ฝ่ายบริหาร Trump ยังวางภาพสเตเบิลคอยน์ที่ peg ดอลลาร์เป็นเครื่องมือขยายอำนาจของเงินดอลลาร์ทั่วโลก
กระทบผู้ใช้ในไทยและเมียนมาอย่างไร?
สเตเบิลคอยน์จำนวนมากที่ไหลผ่านเอ็กซ์เชนจ์ทั่วโลก รวมถึงที่ใช้รับ-ส่งเงินข้ามพรมแดนในภูมิภาคนี้ อิงดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลัก เมื่อผู้ออกรายใหญ่ในสหรัฐฯ ถูกบังคับให้มีสำรองโปร่งใสและถูกกำกับแบบธนาคาร โทเคนที่คนไทยและชาวเมียนมาใช้ทำธุรกรรมก็มีโอกาสน่าเชื่อถือมากขึ้น ในทางกลับกัน กฎของกระทรวงการคลังที่ห้ามขายสเตเบิลคอยน์ไม่เป็นไปตามมาตรฐานให้ผู้ใช้ชาวอเมริกัน อาจส่งผลให้ผู้ออกบางรายปรับเงื่อนไขการให้บริการในตลาดอื่นๆ ด้วย สำหรับนักลงทุนไทยที่เทรดผ่านแพลตฟอร์มที่กำกับโดย ก.ล.ต. จับตาได้ว่ารายชื่อสเตเบิลคอยน์ที่รับซื้อขายอาจถูกคัดกรองตามมาตรฐานสากลที่เข้มขึ้น
ทั้งนี้ กฎทั้งสองฉบับยังเป็น "ข้อเสนอ" ที่รอรับความเห็นจากสาธารณะ 60 วัน รายละเอียดสุดท้ายอาจปรับเปลี่ยนได้ก่อนบังคับใช้จริง





ความคิดเห็น (0)