ความร่วมมือของ SoFi ชี้ว่าสเตเบิลคอยน์สามารถเป็นทางเลือกใหม่สำหรับการชำระบนบล็อกเชน

เกิดอะไรขึ้น
SoFi ธนาคารสหรัฐฯ เริ่มใช้สเตเบิลคอยน์ SoFiUSD ของตัวเองในการชำระยอดธุรกรรมบัตรเดบิตและเครดิตกับ Mastercard แทนรางการเงินแบบดั้งเดิม โดยระบุว่าจะย้ายโปรแกรมบัตรทั้งหมดซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณธุรกรรมแบบ annualized มากกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์ มาใช้ระบบนี้
ไม่ใช่รายเดียว — Visa เองก็ขยายการชำระด้วยสเตเบิลคอยน์ โดยเปิดเผยเมื่อเดือนเมษายนว่า pilot program มีอัตราการทำรายการแบบ annualized ถึง 7,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมรองรับ 9 บล็อกเชน และเรียกการชำระบนบล็อกเชนว่าเป็น "ทางเลือกเสริมที่ใช้ได้จริงกับรางการชำระแบบดั้งเดิม"
ใครถูกแทนที่กันแน่
คำตอบคือไม่ใช่ Visa หรือ Mastercard แต่เป็น "รางการชำระระหว่างสถาบัน" ที่เคยต้องพึ่งระบบธนาคารตามเวลาทำการเท่านั้น
Martins Benkitis ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Gravity Team ผู้ให้สภาพคล่องในตลาด emerging markets บอกกับ Cointelegraph ว่า "ผมไม่เรียกสิ่งนี้ว่า disintermediation ในขั้นนี้ Visa กับ Mastercard ยังอยู่ ธนาคารยังอยู่ เครือข่ายยังคำนวณหนี้สิน จัดการธุรกรรม และกำหนดว่าผู้เข้าร่วมจะโต้ตอบกันอย่างไร"
โฆษก SoFi ยืนยันว่าการเปลี่ยนนี้ไม่ได้ตัดคนกลางออก แต่เพิ่มรางชำระที่ใช้บล็อกเชนเป็นทางเลือก สำหรับลูกค้า SoFi ทุกอย่างเหมือนเดิม — ใช้บัตรปกติ ไม่ต้องรู้ตัวว่าเบื้องหลังชำระบนเชน
ทำไมถึงสำคัญ
งานวิจัยของ Federal Reserve เมื่อเดือนมีนาคมชี้ว่าสเตเบิลคอยน์อาจเปลี่ยน "เศรษฐศาสตร์ของการชำระเงิน" โดยไม่จำเป็นต้องกำจัดธนาคาร
Varun Datta นักลงทุน VC และผู้ก่อตั้ง Truth Ventures เห็นว่าการชำระแบบต่อเนื่องช่วยลดความล่าช้า และลดเงินทุนที่บริษัทต้องกองไว้ตามจุดต่าง ๆ โดยเฉพาะข้ามพรมแดน แต่เขาเตือนว่าความเร็วไม่ได้แปลวาถูกลงอัตโนมัติ: "ผมไม่คิดว่าความเร็วบนบล็อกเชนแปลว่าการชำระปลายทางถูกลง" เพราะยังมีค่า conversion ค่า compliance ค่าเชื่อมระบบ และค่าบริหารสเตเบิลคอยน์อยู่
ข้อจำกัดที่ตลาดเกิดใหม่ต้องเจอ
จุดที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้ในไทยและเมียนมาคือ สเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ย้ายมูลค่าระหว่าง balance sheet ได้ในไม่กี่นาที แต่ "การรับเงินจบ" ต้องแลกเป็นสกุลเงินท้องถิ่น ซึ่ง Benkitis ระบุว่าตลาดเกิดใหม่มีสภาพคล่องสกุลท้องถิ่นบาง ธนาคารที่รับ flow น้อยกว่า และยังต้องเข้าถึงระบบธนาคารในประเทศอยู่ดี
"สเตเบิลคอยน์ส่งมูลค่าไปได้เร็ว แต่คุณยังต้องมีสภาพคล่องท้องถิ่นเพื่อปิดการชำระ" เขากล่าว
ในบริบทไทย ธุรกรรมดิจิทัลต้องผ่านกติกาของ ก.ล.ต. และแลกเปลี่ยนเป็น THB ผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาต ส่วนในเมียนมาที่ระบบธนาคารมีข้อจำกัด สเตเบิลคอยน์ถูกใช้เป็นช่องทางรับ-ส่งมูลค่า แต่การแลกเป็นสกุลท้องถิ่นก็เจอปัญหาสภาพคล่องเดียวกัน
สรุปว่ามันเปลี่ยนอะไรให้เรา
ถ้าสเตเบิลคอยน์กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบชำระเงิน "ธุรกิจส่วนใหญ่อาจไม่แคร์ว่ามีสเตเบิลคอยน์อยู่ตรงไหนในกระบวนการ" Benkitis กล่าว "สิ่งที่แคร์คือชำระได้เมื่อต้องการ และเงินถึงมือ"
กล่าวคือ สิ่งที่เปลี่ยนอยู่เบื้องหลัง — เงินเดินตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ติดเวลาทำการธนาคาร — ส่วนประสบการณ์ผู้ใช้ยังเหมือนเดิม





ความคิดเห็น (0)