หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของสหภาพยุโรปเตือนว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมกำลังก่อภัยคุกคามร้ายแรงต่อการเข้ารหัสของบล็อกเชน
#บล็อกเชน#บิตคอยน์#คอมพิวเตอร์ควอนตัม#ความปลอดภัยไซเบอร์#กำกับดูแลการเงิน

เกิดอะไรขึ้น?
คณะกรรมการร่วมของหน่วยงานกำกับดูแลการเงินยุโรป (European Supervisory Authorities — ESAs) ซึ่งประกอบด้วย European Banking Authority (EBA), European Securities and Markets Authority (ESMA) และ European Insurance and Occupational Pensions Authority (EIOPA) ออกรายงาน Autumn 2026 Risk and Vulnerabilities เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมขั้นสูง "อาจทำลายระบบการเข้ารหัสบางประเภทที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการรักษาความปลอดภัยของการสื่อสาร ธุรกรรม ฐานข้อมูล และบล็อกเชน"
จุดที่น่าสนใจคือหน่วยงานเหล่านี้เตือนว่า "ภัยคุกคามอาจกลายเป็นจริงเร็วกว่าการที่เทคโนโลยีนี้จะมีการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ใช้ได้จริง" — หมายความว่าความเสี่ยงอาจมาถึงก่อนที่เราจะเห็นคอมพิวเตอร์ควอนตัมใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์ก็ได้
ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นปัญหาใหญ่กับบิตคอยน์?
คำถามที่ค้างคามานานในวงการบิตคอยน์คือ จะจัดการกับ BTC ในกระเป๋าเงินรุ่นเก่า (legacy wallets) อย่างไร — จะ "แช่งน้ำแข็ง" หรือไม่แช่งน้ำแข็งเหรียญเหล่านี้ดี
เหตุผลที่ต้องคิดกันจริงจังก็เพราะข้อมูลจาก Cryptoquant ระบุว่าหากคอมพิวเตอร์ควอนตัมวันหนึ่งสามารถทำลายการเข้ารหัสของบิตคอยน์ได้ จะมีบิตคอยน์ราว 6.9 ล้านเหรียญ ที่มูลค่ารวมประมาณ 586,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.9 หมื่นล้านล้านบาท) ที่ตกอยู่ในสภาพเปราะบาง โดยเฉพาะเหรียญในกระเป๋าเงินรุ่นเก่าที่ใช้รูปแบบที่อยู่ซึ่งเปิดเผยกุญแจสาธารณะไว้แล้วบนบล็อกเชน
อีกไม่นานเท่าไร?
รายงานของ ESAs เองไม่ได้ระบุกรอบเวลาว่าคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะใช้งานเชิงพาณิชย์ได้เมื่อไร แต่รายงานล่าสุดของ IBM ชี้ว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้ภายใน สี่ปีหรือน้อยกว่านั้น ซึ่งสั้นกว่าที่หลายคนเคยคาดกันไว้มาก
กระทบกับนักลงทุนไทยและผู้ใช้ในภูมิภาคอย่างไร?
แม้บิตคอยน์ที่ซื้อขายบนตลาดไทยผ่าน Bitkub หรือแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย จะถูกเก็บในระบบคัสตอเดียนของผู้ให้บริการ แต่ความเสี่ยงด้านการเข้ารหัสเป็นเรื่องระดับเทคโนโลยีพื้นฐานของบล็อกเชน ไม่จำกัดอยู่ที่ประเทศใดหนึ่ง ดังนั้นการเคลื่อนไหวของหน่วยงานกำกับดูแลระดับสากลอย่าง ESAs จึงเป็นสัญญาณที่ผู้ใช้ทั่วโลก รวมถึงผู้ใช้ในไทยและเมียนมา ควรติดตาม เพราะเป็นตัวชี้ว่ามาตรฐานการเข้ารหัสแบบใหม่ (post-quantum cryptography) อาจถูกผลักดันให้เป็นข้อกำหนดในอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัลในอนาคต





ความคิดเห็น (0)