กฎหมายและภาษี

กรรมการ SEC ผลักดันการปฏิรูป KYC ด้วยเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof หันมาเน้นการยืนยันตัวตนแทนการจัดเก็บข้อมูล

ความคิดเห็น 0

#กำกับดูแล#SEC#คริปโต#KYC#zero-knowledge proof

กรรมการ SEC ผลักดันการปฏิรูป KYC ด้วยเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof หันมาเน้นการยืนยันตัวตนแทนการจัดเก็บข้อมูล

กรรมการระดับสูงของสำนักงาน ก.ล.ต. (SEC) ได้ออกมาเสนอแนวคิดปฏิรูปกระบวนการ KYC (Know Your Customer) ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเสนอให้ใช้เทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof (ZKP) ที่เน้นการยืนยันตัวตนแทนการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน

กรรมการ SEC ผลักดันการปฏิรูป KYC ด้วยเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof หันมาเน้นการยืนยันตัวตนแทนการจัดเก็บข้อมูล

ระบบ KYC แบบใหม่นี้คืออะไร

KYC แบบที่เราคุ้นเคยทุกวันนี้ คือเวลาเปิดบัญชีซื้อขายคริปโตบนศูนย์ซื้อขายอย่าง Bitkub หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ ผู้ใช้ต้องส่งสำเนาบัตรประชาชน รูปถ่าย และข้อมูลส่วนบุคคลให้แพลตฟอร์มเก็บไว้ เพื่อพิสูจน์ว่าเราเป็นใคร

Zero-Knowledge Proof ทำงานต่างออกไป เป็นเทคโนโลยีเข้ารหัสลับที่ให้ผู้ใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ โดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลดิบ เช่น พิสูจน์ได้ว่า "อายุเกิน 20 ปี" หรือ "ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อคนที่ถูกกำกับดูแล" โดยไม่ต้องส่งสำเนาบัตรประชาชนหรือเลขบัญชีไปเก็บไว้ที่แพลตฟอร์ม

ข้อเสนอของกรรมการ SEC ก็คือ ให้ระบบกำกับดูแลเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการ "เก็บข้อมูล" มาเป็นการ "ยืนยันตัวตน" เฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อการตรวจสอบ

กรรมการ SEC ผลักดันการปฏิรูป KYC ด้วยเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof หันมาเน้นการยืนยันตัวตนแทนการจัดเก็บข้อมูล

ทำไมกรรมการ SEC ถึงผลักดันเรื่องนี้

เหตุผลสำคัญมาจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรม ศูนย์ซื้อขายคริปโตและบริษัทกำกับดูแลต่าง ๆ ต้องเก็บข้อมูล KYC จำนวนมหาศาล และฐานข้อมูลเหล่านี้เป็นเป้าหมายของการถูกแฮ็กมาแล้วหลายครั้งในอุตสาหกรรมคริปโต เมื่อข้อมูลถูกขโมย ผู้ใช้แบกความเสี่ยงต่อเนื่อง เพราะบัตรประชาชนและข้อมูลส่วนบุคคลเปลี่ยนไม่ได้เหมือนรหัสผ่าน

นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลกลางศูนย์ยังสร้างภาระให้ทั้งธุรกิจที่ต้องลงทุนระบบรักษาความปลอดภัย และผู้กำกับดูแลที่ต้องกำกับฐานข้อมูลเหล่านี้ หากเปลี่ยนไปใช้ ZKP ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้มากขึ้น ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลยังตรวจสอบการฟอกเงินและการฉ้อโกงได้ตามข้อกำหนด

กรรมการ SEC ผลักดันการปฏิรูป KYC ด้วยเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proof หันมาเน้นการยืนยันตัวตนแทนการจัดเก็บข้อมูล

มีผลอะไรกับนักลงทุนคนไทยและผู้ใช้ในภูมิภาค

ข้อเสนอนี้มาจากกรรมการ SEC ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่มาตรฐานกำกับดูแลมักถูกนำไปอ้างอิงทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ ก.ล.ต. ไทยมีการเฝ้าดูแนวทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลของสากลอยู่แล้ว ดังนั้นแม้ยังเป็นข้อเสนอ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่บังคับใช้ แต่สะท้อนทิศทางที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกกำลังสนใจ คือการลดการกระจุกตัวของข้อมูลส่วนบุคคล

สำหรับผู้ใช้งานในไทย หากแนวคิดนี้ถูกนำไปใช้จริงในอนาคต การเปิดบัญชีซื้อขายคริปโตอาจยังต้องยืนยันตัวตนเหมือนเดิม แต่ศูนย์ซื้อขายอาจไม่ต้องเก็บข้อมูลดิบของเราไว้เอง ซึ่งลดความเสี่ยงจากกรณีข้อมูลรั่วไหล ส่วนผู้ใช้ในเมียนมาที่ใช้คริปโตเพื่อการชำระเงินข้ามพรมแดน แนวทางยืนยันตัวตนแบบ ZKP ก็เป็นเรื่องที่ควรติดตามในบริบทการทำธุรกรรมที่ต้องผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐานสากล

จะเกิดขึ้นจริงเมื่อไหร่

ข้อเสนอของกรรมการ SEC ยังอยู่ในขั้นของการเสนอแนวคิดและเปิดวงสนทนาในอุตสาหกรรม ไม่ใช่กฎที่มีผลบังคับใช้ กระบวนการเปลี่ยนมาตรฐาน KYC ในระดับประเทศหรือระดับโลกต้องผ่านการพิจารณาหลายขั้น ทั้งด้านเทคนิค ด้านกฎหมาย และความพร้อมของแพลตฟอร์มที่ต้องปรับระบบ ผู้สนใจติดตามความคืบหน้าสามารถอ่านเนื้อหาต่อเนื่องได้ที่ Siam Blockchain

คำเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยง

บทความนี้เป็นการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลข่าวสารเพื่อเผยแพร่เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนหรือชักชวนให้ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกกรณี ราคาของคริปโตเคอเรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงมาก และอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนก่อให้เกิดความสูญเสียได้ ข้อเสนอต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในบทความยังไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่บังคับใช้จริง ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูลด้วยตนเอง ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายแหล่ง และปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

ความคิดเห็น (0)

  1. ยังไม่มีความคิดเห็น มาเป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นทุกข้อความต้องผ่านการตรวจสอบ ลิงก์แนะนำเพื่อน กลุ่มสัญญาณเทรด และโฆษณาจะถูกลบ