วอชิงตันมีเหตุผลมูลค่า 114,000 ล้านดอลลาร์ที่อยากให้ Tether อยู่ต่อไป

เกิดอะไรขึ้น
วันที่ 23 กันยายน Bloomberg รายงานว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังพิจารณาแผนส่งเสริมสเตเบิลคอยน์ในต่างประเทศ รวมถึงความเป็นไปได้ของการร่วมทุนกับบริษัทเอกชน โดยกระทรวงการคลัง (Treasury) กระทรวงการต่างประเทศ และ US International Development Finance Corporation (DFC) อาจมีส่วนร่วม วัตถุประสงค์คือขยายการใช้ดอลลาร์และหนุนดีมานด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasuries)
รายงานนี้ยังไม่ใช่ข้อตกลงกับ Tether และแผนดังกล่าวยังไม่ได้ประกาศเป็นโครงการจริง แต่ Tether คือกุญแจที่ทำให้เข้าใจว่าทำไมข้อเสนอแบบนี้จึงน่าสนใจสำหรับวอชิงตัน
ทำไมเรื่องนี้น่าสนใจ: เพราะ Tether เคยโดนปรับมาก่อน
เมื่อเดือนตุลาคม 2021 CFTC สั่งปรับ Tether 41 ล้านดอลลาร์ จากการให้ข้อมูลชี้นำผิด ๆ เกี่ยวกับทุนสำรองที่หนุน USDT ระหว่างปี 2016–2019 ซึ่งอ้างว่าถูกหนุนด้วยเงินสกุล fiat ครบถ้วนในบัญชีธนาคาร แต่หน่วยงานกำกับพบว่ามีการถือสินทรัพย์อื่นปนอยู่
จากนั้นโครงสร้างทุนสำรองเปลี่ยนไป ในเดือนตุลาคม 2022 Tether ประกาศขายตั๋วเงินพาณิชย์ (commercial paper) ออกหมดและเปลี่ยนเป็นตั๋วเงินคลังสหรัฐแทน
ตัวเลขที่ต้องรู้ (ข้อมูล ณ 30 มิถุนายน)
- USDT คิดเป็นกว่า 60% ของตลาดสเตเบิลคอยน์ (ตามข้อมูลบริษัท)
- ถือ T-bills โดยตรง 114.96 พันล้านดอลลาร์ โดยมีอายุเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักต่ำกว่า 90 วัน
- สินทรัพย์สำรองรวม 187.75 พันล้านดอลลาร์ หนี้สิน 183.64 พันล้านดอลลาร์ เหลือส่วนเกิน 4.11 พันล้านดอลลาร์
- Reverse repo ระยะสั้นคืนเงินข้ามคืน 18.63 พันล้านดอลลาร์
- โลหะมีค่า 18.84 พันล้านดอลลาร์, Bitcoin 5.80 พันล้านดอลลาร์, เงินกู้มีหลักประกัน 13.45 พันล้านดอลลาร์
- กำไรจากการดำเนินงานสุทธิไตรมาส 2 ราว 1.50 พันล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่จากดอกเบี้ย Treasury และ repo
นอกจากนี้ วันที่ 13 สิงหาคม Tether ประกาศว่า KPMG US ตรวจสอบงบการเงินปี 2025 แล้วออกความเห็นแบบไม่มีข้อสังเกต (unqualified opinion)
เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ในไทยและเมียนมาอย่างไร
Tether ทำเงินจากพอร์ตสำรองได้เพราะผู้ใช้ทั่วโลกต้องการ "ดอลลาร์ที่เข้าถึงได้" โดยไม่ต้องเปิดบัญชีธนาคารอเมริกัน ซึ่งรวมถึงผู้ใช้ในภูมิภาคที่ค่าเงินท้องถิ่นผันผวน สำหรับผู้ใช้ในเมียนมาที่ระบบการเงินภายในประเทศเข้าถึงดอลลาร์ได้ยาก USDT จึงกลายเป็นช่องทางถือสินทรัพย์อ้างอิงดอลลาร์ที่แพร่หลาย
IMF เคยอธิบายว่าสเตเบิลคอยน์สกุลเงินต่างประเทศสามารถแทนที่เงินสกุลท้องถิ่นในการออมและทำธุรกรรม ในประเทศที่เจอเงินเฟ้อหรือค่าเงินผันผวน ซึ่งกลายเป็นประเด็นระหว่าง "อิสรภาพทางการเงินของครัวเรือน" กับ "การควบคุมนโยบายการเงินของธนาคารกลาง"
ข้อจำกัดที่ควรเข้าใจ
- การซื้อ USDT จากคนอื่นไม่ได้ส่งเงินใหม่เข้า Tether เลย เป็นแค่การโอนโทเคนที่มีอยู่แล้ว มีเฉพาะการออกโทเคนสุทธิใหม่เท่านั้นที่เพิ่มทุนสำรอง
- การซื้อ T-bills ระยะสั้นไม่ได้แปลว่า Tether จะจัดหาเงินทุนให้รัฐบาลสหรัฐระยะยาว เพราะพอร์ตต้องพร้อมจ่ายคืนผู้ถือโทเคนได้ทุกเมื่อ
- โทเคนที่ออกแบบรวมศูนย์ไม่ได้หลุดพ้นอำนาจผู้ออก นับตั้งแต่ธันวาคม 2023 Tether มีนโยบายสมัครใจระงับการใช้งานโทเคนตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ แม้ผู้ถือจะเก็บ private key เองก็ตาม
Fed Governor Stephen Miran พูดไว้ในสุนทรพจน์เดือนพฤศจิกายน 2025 ว่าดีมานด์จากผู้ออมต่างชาติที่เข้าถึงดอลลาร์ได้จำกัด คือโอกาสที่ใหญ่กว่าการย้ายเงินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งของคนอเมริกัน และ Treasury Secretary Scott Bessent ก็ระบุเป้าหมายนโยบายนี้ไว้ในแถลงการณ์เรื่อง GENIUS Act เดือนกรกฎาคม 2025 เชื่อมโยงสเตเบิลคอยน์กับการเข้าถึงเศรษฐกิจดอลลาร์และดีมานด์ Treasuries
ความสัมพันธ์นี้จึงเป็นสองทาง: วอชิงตันได้ผู้ซื้อหนี้รายใหญ่และเครือข่ายกระจายดอลลาร์โดยไม่ต้องลงมือทำเอง ส่วน Tether ได้รายได้จากสินทรัพย์ที่หนุนความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง คำถามถัดไปคือเสรีภาพที่เครือข่ายนี้จะได้รับ และวอชิงตันจะเรียกสิ่งตอบแทนอะไร
คำเตือนความเสี่ยง
บทความนี้เป็นเพียงการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลข่าวสารเพื่อเผยแพร่เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุนหรือชวนชักจูงใจซื้อขายสินทรัพย์ใด ๆ สินทรัพย์ดิจิทัลและสเตเบิลคอยน์มีความผันผวนและความเสี่ยงสูง ราคาอาจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วยตนเอง รวมถึงพิจารณาความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก่อนลงทุนทุกครั้ง





ความคิดเห็น (0)